แจ้งบรรจุแล้วเส็ดสินทุกิย่างและธุรกรรมรับมอบอำนาจ
บรรจุตำรวจแห่งชาติ และสยบไพรี ปปส ภาค 4 ตำรวจภาคส่วน
3.จ่าสิบเอกชวลิตร เวรสวัสดิ์ โยกย้าย จาก อบต ไม่ได้ดำรงณ์ นายก อบต ผู้ติดรถขยะ
รายชื่อ ปปส ภาค 4 บรรจุเข้าหน่วยงานอีกรอบ ที่ บ้านผม เคที ศิริอนันต์ ตามทุก ลิ้งบนบ้าน 1429900180512 Bell2536@
ไปแจ้งการไฟฟ้าหลายรอบเฉย ครับ ผมสำนักรัฐบาลดิจิทัล สารสนเทศ ฝ่ายวิชาการ ชำนาญงาน ปริญญาตรี บริหารจัดการ บริหารศาสตร์ 6623540132 จบแล้ว
เอกสารและประวัติทั้งชุดทั้งหมด
ผมเล่นเฟสนี้เด๋อ อันเก่าออกจากระบบหมดแล้วเข้าอันนี้ เจ้าของสถานีวิทยุตำรวจภูธรภาค4เลย หมดสต๊อกละ
อำนาจภาครัฐ (State Power) คืออำนาจอธิปไตยสูงสุด (Sovereignty) ที่รัฐมีในการปกครองตนเอง ออกกฎหมาย บริหารประเทศ และบังคับใช้กฎหมายภายในอาณาเขต เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย โดยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งมีการตรวจสอบและถ่วงดุลกันตามรัฐธรรมนูญ
ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
+2
รายละเอียดสำคัญของอำนาจภาครัฐ:
ที่มาและขอบเขต: รัฐถืออำนาจอธิปไตยสูงสุด (รัฏฐาธิปัตย์) ไม่มีอำนาจอื่นเหนือกว่า ในระบอบประชาธิปไตยอำนาจนี้มาจากปวงชน
3 ฝ่ายหลักตามกฎหมาย:
อำนาจนิติบัญญัติ (รัฐสภา): ออกกฎหมายและควบคุมฝ่ายบริหาร
อำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี/รัฐบาล): บริหารราชการแผ่นดิน ส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น
อำนาจตุลาการ (ศาล): พิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมาย
หน้าที่ของรัฐ (ตามรัฐธรรมนูญไทย):
รักษาความมั่นคง: พิทักษ์สถาบันกษัตริย์ บูรณภาพแห่งดินแดน และความสงบ
บริการสาธารณะ: จัดทำบริการขั้นพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข
บังคับใช้กฎหมาย: ดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
การตรวจสอบการใช้อำนาจ: เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือมิชอบ มีกลไกตรวจสอบผ่านรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และภาคประชาชน
ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
+5
การใช้อำนาจรัฐต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) และรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบ
แจ้งศาลอาญาการนำเด๋อ
กฎหมาย
สาระสำคัญ
ผลของกฎหมาย
1 พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476
จัดระเบียบบริหารราชการเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนกลาง ภูมิภาค และ ท้องถิ่น
ส่วนกลาง คือ คณะรัฐมนตรี
ส่วนภูมิภาค จะส่งข้าราชการไปประจำ
ส่วนท้องถิ่น หมายถึง เทศบาล
กระทรวงเป็นทบวงการเมืองมีฐานะเป็นนิติบุคคล
โอนอำนาจการบริหารราชการส่วนภูมิภาคจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้กรมการจังหวัด จากนายอำเภอให้กรมการอำเภอ
ยกเลิกมณฑล เหลือจังหวัดและอำเภอ
กำหนดท้องถิ่นเพิ่มขึ้นใหม่คือ เทศบาล
มีการระบุถึงราชการส่วนส่วนท้องถิ่นเป็นครั้งแรก
2. พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476
กำหนดให้มีเทศบาล 3 ระดับคือ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล โดยมีโครงสร้างองค์กรคือ สภาเทศบาลและคณะเทศมนตรี มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณ ทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ มีอำนาจอิสระ ที่จะปฏิบัติงานในเขตพื้นที่ตนเอง ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มีองค์กรการปกครองท้องถิ่นที่เรียกว่า "เทศบาล" เป็น ครั้งแรก
3. พระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. 2481
แยกกฎหมายเกี่ยวกับสภาจังหวัดออกจากกฎหมายของเทศบาล แต่สภาจังหวัดยังไม่เป็นนิติบุคคลและเป็นองค์กรท้องถิ่นตามกฎหมาย ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจของบุคคลในท้องถิ่น และเป็นสภาที่ปรึกษาแก่กรมการจังหวัดตามที่กำหนด
แยกสภาจังหวัดออกจาก พ.ร.บ. ของเทศบาล แต่ยังไม่มีฐานะเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น
4. พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ. 2495
จัดตั้ง "สุขาภิบาล" เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นนอกเขตเมือง บริหารในรูปแบบคณะกรรมการ ไม่มีสภา โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งไว้ 2 ข้อ คือ เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ ชุมชนใหญ่มีตลาดการค้าอย่างน้อย 100 ห้อง ราษฎรอย่างน้อย 1,500 คน มีพื้นที่ 1-4 ตร.กม.
เกิดสุขาภาบาลรูปแบบใหม่ โดยผสมผสานรูปแบบของเทศบาลกับสุขาภิบาลหัวเมืองเดิม ตาม พ.ร.บ. สุขาภิบาลหัวเมือง ร.ศ. 127 เพื่อเตรียมความพร้อมยก,ฐานะเป็นเทศบาลต่อไป
5. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495
ยกเลิก พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2476 โดยให้ปลัด-กระทรวงมีอำนาจรับผิดชอบในราชการประจำของกระทรวง กระจายอำนาจจากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาค ( จังหวัด/อำเภอ) จัดตั้ง "ภาค" เพิ่มขึ้นอีกระดับ เพิ่ม "สุขาภิบาล" เป็นรูปแบบหนึ่งของการปกครอง ท้องถิ่น
มีราชการส่วนภูมิภาคระดับ"ภาค"เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
6. พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496
ปรับปรุง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2486 ให้มีความเหมาะสม ในเรื่องเกณฑ์การจัดตั้ง ส่วนโครงสร้างประกอบด้วยสภาเทศบาล และคณะเทศมนตรีเช่นเดิม
ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดตั้งเทศบาลและกำหนดเกณฑ์การแบ่งระดับของเทศบาล
7. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498
เกิดองค์กรปกครองท้องถิ่นใหม่เรียกว่า "องค์กรบริหารส่าวนจังหวัด" (อบจ.) ประกอบด้วย "สภาจังหวัด" และ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" สภาจังหวัดทำหน้าที่นิติบัญญัติ กำหนดนโยบายการบริหาร และควบคุมฝ่ายบริหาร ต่างจากสภาจังหวัดเดิมตาม พ.ร.บ. สภาจังหวัดปี 2481 ที่เป็นเพียงสภาที่ปรึกษาเท่านั้น
เกิด อบจ. ที่เป็น องค์กรปกครองท้องถิ่นที่เต็มรูปแบบมากขึ้น
8. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499
กำหนดให้ตำบลเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีรายได้ รายจ่าย และพนักงานตำบลที่ได้รับงบประมาณของตนเอง สามารถดำเนินกิจการของตำบลได้อย่างอิสระ ให้ชื่อว่า "องค์การบริหารส่วนตำบล" (อบต.)
เกิดองค์การปกครองท้องถิ่นรูปแบบ อบต. ขึ้นอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเพราะประชาชนไม่เลื่อมใสศรัทธาสนใจเข้าร่วมกิจกรรม มีการครอบงำจากข้าราชการ ความไม่สันทัดของสมาชิกและรายได้ที่ไม่เพียงพอในการจัดทำโครงการพัฒนาต่างๆ
9. ประกาศของคณะปฏิวัติที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
จัดระเบียบการบริหารระดับตำบลใหม่ มีสภาตำบลเพียงรูปแบบเดียว ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และหน่วยการปกครองท้องถิ่น จนกระทั้งปี 2518 สภาตำบลมีคณะกรรมการสภาตำบล เป็นองค์กรบริหาร มีกำนันเป็นประธาน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ราษฎรเลือกหมู่บ้านละ 1 คน เป็นกรรมการ ปลัดอำเภอ/พัฒนากร เป็นที่ปรึกษา ครูประชาบาลเป็นเลขานุการ
อบต.ในฐานะองค์กรปกครองท้องถิ่นถูกยกเลิก มีเพียงสภาตำบล จึงไม่มีสภา มีเพียงคณะกรรมการสภาตำบลเป็นองค์กรบริหาร
10. ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
รวมเอากิจการนครหลวงกรุงเทพธนบุรี อบจ.พระนคร,อบจ.ธนบุรี,สุขาภิบาลใน จ.พระนคร และ จ.ธนบุรี เป็นจังหวัดพิเศษ เรียกว่า "กรุงเทพมหานคร" โดยมีผู้ว่าฯมาจากการแต่งตั้ง และสมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งเขตละ 1 คน
กทม.ยังมีฐานะเป็น ราชการส่วนภูมิภาคตามกฎหมาย
11. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518
กทม. เป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษโดยสมบูรณ์ทั้งผู้ว่าฯและสมาชิกสภา กทม. ล้วนมาจกการเลือกตั้ง มีความเป็นอิสระในการดำเนินงานมากขึ้น แต่ในช่วง 10 ปี แรก ให้ผู้ว่ามาจากการแต่งตั้งไปก่อน ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่อาจก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ระหว่างกันได้
เกิดการปกครอง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นองค์กรแรก
12.พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521
กำหนดท้องถิ่นรูปแบบพิเศษขึ้นอีกประเภทหนึ่งคือ เมืองพัทยา รูปแบบการบริหารแบบผู้จัดการเทศบาล โครงสร้างประกอบด้วยสภาเมืองพัทยาจำนวน 17 คน เลือกเป็นนายก 1 คน แต่ไม่มีอำนาจบริหาร กับ ปลัดเมืองพัทยาที่สภาเมืองพัทยาเป็นผู้ว่าจ้าง มีวาระไม่เกิน 4 ปี
มีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 1 แบบ
13. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
ปรับปรุง พ.ร.บ. กทม. ให้ฝ่ายบริหารคือ ผู้ว่าฯมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง พร้อมกับสภา กทม./สมาชิกสภาเขต
กรุงเทพมหานครมีลักษณะเป็นองค์การปกครองท้องถิ่นที่สมบูรณ์ขึ้น
14. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
เป็นการผนึกกำลังภาคราชการ มีการปรับปรุงการใช้อำนาจและแบ่งอำนาจระหว่างกันอย่างชัดเจน มีการระบุหน้าที่ส่วนราชการ กำหนดระบบการมอบอำนาจลดหลั่นกัน ในส่วนท้องถิ่นได้แบ่งเป็น อบจ./เทศบาล/และราชการส่วนท้องถิ่นอื่นที่กฎหมายกำหนด
15. พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537
สภาตำบล ตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ มีฐานะเป็นนิติบุคคล โครงสร้างการบริหารใช้รูปแบบกรรมการ สมาชิกประกอบด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ฯ และสมาชิกจากการเลือกตั้งหมู่บ้านละ 2 คน อยู่ในวาระ 4 ปี
สภาตำบลมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนบาท 3 ปี ย้อนหลัง ให้จัดตั้งเป็น อบต. ซึ่งมีทั้งสภา อบต. และคณะกรรมการบริหาร อบต. ที่สมาชิกเลือกกันเอง
เกิดสภาตำบลที่มีอำนาจอิสระมากขึ้น และ อบต.ที่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่สมบูรณ์แบบ
16. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
บัญญัติเรื่องการปกครองท้องถิ่นไว้ในหมวด 9 เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย โดยบัญญัติเรื่องการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้อย่างชัดแจ้งหลายประเด็น
ด้านองค์กร ให้ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหารงานของตนเอง ตามความต้องการของประชาชน มีองค์ประกอบทั้งสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ด้านการบริหาร ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหารงาน สามารถกำหนดนโยบายของตนเอง มีอิสระทั้งด้านการเงิน การคลัง และการบริหารบุคคล
ด้านอำนาจหน้าที่ กำหนดหน้าที่ระหว่างรัฐกับท้องถิ่นและท้องถิ่นด้วยกัน โดยเฉพาะการจัดบริการสาธารณะ การจัดสรรรายได้จากภาษีอากร ให้มีคณะกรรมการไตรภาคีทบทวนทุก 5 ปี
ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งเสริมสนับสนุนประชาชนให้มีส่วนร่วมในการสงวน บำรุง ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติ และควบคุมกำจัดมลพิษจากสิ่งแวดล้อม ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้ององค์กรปกครองท้องถิ่น ในการกระทำหรือละเว้นการกระทำของท้องถิ่น/พนักงาน ประชาชน 3 ใน 4 มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อขอถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นได้ ประชาชนกิ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิสามารถเสนอให้มีการออกข้อบัญญัติของท้องถิ่นได้
มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น และกำหนดระยะเวลาและขั้นตอนในการกระจายอำนาจหน้าที่ งบประมาณให้กับท้องถิ่นมากและ ชัดเจนยิ่งขึ้น
17. พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540
อบจ.เป็นนิติบุคคลและราชการส่วนท้องถิ่น
เขต อบจ.ได้แก่เขตจังหวัด
โครงสร้างประกอบด้วยสภา อบจ. และนายก อบจ.
อำนาจหน้าที่เน้นหนักการจัดทำแผนพัฒนา สนับสนุนการพัฒนาสภาตำบลและท้องถิ่นอื่น
มีแหล่งรายได้เพิ่มขึ้นทำนองเดียวกับ อบต.
พนักงานส่วนจังหวัดเดิมเปลี่ยนเป็นข้าราชการ อบจ.
18. พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล
เปลี่ยนสุขาภิบาล 980 แห่งเป็นเทศบาลตำบล มีผลแต่ 25 พ.ค. 2542
กรรมการสุขาภิบาลที่มาจากการเลือกตั้งเปลี่ยนเป็นสมาชิกสภา เทศบาล เลือกเพิ่มอีก 3 คน เป็น 12 คน เลือกกันเองเป็นนายกเทศมนตรี และประธานสภา
ยกเลิกสุขาภิบาลทั้งหมด ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล
19. พระราชบัญญัติเทศบาล(ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542
มีผลบังคับใช้แต่ 11 มี.ค. 2542
แก้ไขวาระของสมาชิกสภาเทศบาลจาก 5 ปี เหลือ 4 ปี
เพิ่มเติมลักษณะของสภาเทศบาล
การพ้นสมาชิกภาพสมาชิกสภาเทศบาล
การถอดถอนสมาชิกสภาเทศบาลโดยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
เพิ่มอำนาจหน้าที่ในการบำรุงรักษาศิลปะวัฒนธรรม จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ
20. พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542
เพิ่มเติมสาระสำคัญดังนี้
เหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) นายกและรองนายก อบจ.
เพิ่มหน้าที่ในการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดี
เพิ่มเติมให้ราษฎรเข้าชื่อเสนอประธานฯให้ออกข้อบัญญัติ อบจ.ได้
21. พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2542 มีสาระสำคัญเพิ่มเติมดังนี้
โครงสร้างสภา อบต.ประกอบด้วย สมาชิกหมู่บ้านละ 2 คน ตัดสมาชิกที่เป็นโดยตำแหน่ง คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบลออกไป ฝ่ายบริหาร อบต. ประกอบด้วยประธานกรรมการบริหาร 1 คน กรรมการบริหาร 2 คน
ให้มีการยุบรวมสภาตำบล/ อบต. ในเขตอำเภอเดียวกันได้
เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ บำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญา วัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยว การผังเมือง
โครงสร้างและการบริหารงานของ อบต. สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจการปกครองให้ท้องถิ่นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
22. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542
ปรับโครงสร้างจากสภาเมือง ปลัดเมือง เป็นสภาเมืองและนายกเมืองพัทยาสมาชิกสภาเมืองพัทยา 24 คน มาจากการเลือกตั้ง (ตัดที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรี)
เพิ่มสิทธิประชาชนในการลงคะแนนขับสมาชิกสภา หรือผู้บริหารนายกมีฐานะผู้บริหาร ได้รับเลือกจากราษฎรโดยตรง มีวาระ 4 ปี
เพิ่มหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง ดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การผังเมือง จราจร บำรุงศิลปะ จารีตประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น
ราษฎรสามารถเข้าชื่อเสนอสภาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น
โครงสร้างและการบริหารงานเมืองพัทยาสอดคล้องกับเนื้อหาแห่งรัฐธรรมนูญปี 2540
สรุปแนวโน้มและทิศทางการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่ท้องถิ่นของไทย
จากข้อมูลประวัติความเป็นมาของการปกครองท้องถิ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 - ปัจจุบัน พบว่ามีแนวโน้มของการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นมากขี้น โดยเริ่มจากให้อำนาจแก่ท้องถิ่นที่เป็นชุมชนเมืองก่อน จัดตั้งเป็นเทศบาล สุขาภิบาล ต่อมาขยายเป็นพื้นที่ทั้งจังหวัด เช่น อบจ. แม้ในระยะแรกผู้บริหารและสมาชิกสภาของบางรูปแบบจะมาจากการแต่งตั้ง แต่ก็ค่อยๆหมดไป ส่วนพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษก็มีรูปแบบของท้องถิ่นเป็นการเฉพาะเช่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และในท้ายที่สุดก็ขยายพื้นที่ของท้องถิ่นลงไปถึงชุมชนระดับตำบลคือ อบต. จนเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 ประกาศบังคับใช้ โดยแยกเรื่องของการ ปกครองท้องถิ่นไว้เป็นหมวดหนึ่งโดยเฉพาะ ทำให้อำนาจในการปกครองตนเองของประชาชนมีมากขึ้น เช่น มีสิทธิการเข้าชื่อถอดถอนผู้บริหาร สมาชิกสภา เข้าชื่อกันเสนอให้มีการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เพิ่มเติมหน้าที่ในการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดี ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นมีโอกาสรับรู้ มีส่วนร่วม และใช้สิทธิในการปกครองชุมชนตนเองได้มากขึ้น บนพื้นฐานของการยอมรับ มีส่วนร่วม มีอิสระ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชน สังคม และประเทศชาติโดยส่วนรวม
************************************************
การปกครองท้องถิ่นประเทศอังกฤษ
1. พื้นที่ แบ่งเป็น 5 เขตการปกครอง
1.1 อังกฤษ (นายก ลอนดอน)
- สภาเขต 37 แห่ง
- สภาเอกเทศนอกเขตมหานคร 14 แห่ง
- สภาอำเภอเขตมหานคร 36 แห่ง
- สภาอำเภอนอกเขตมหานคร 274 แห่ง
1.2 สกอตแลนด์
- หน่วยปกครองท้องถิ่นระดับเดียว 22 แห่ง
- สภาท้องถิ่นเอกเทศบนพื้นที่เกาะ 3 แห่ง
1.3 เวลล์
- หน่วยปกครองท้องถิ่นระดับเดียว 22 แห่ง
1.4 ไอร์แลนด์เหนือ
- สภาอำเภอ 26 แห่ง
1.5 ลอนดอน
- เขตปกครองท้องถิ่นในลอนดอน 32 แห่ง
- กรุงลอนดอน
2. รูปแบบทั้งหมดจะมี 6 ประเภท
- สภาเขต (County Council)
- สภาอำเภอนอกเขตมหานคร (District Council)
- สภาอำเภอเขตมหานคร (Metropolitan District)
- English Unitarians
- Welsch Unitarians
- London Borough Greater London Authority
3. การเลือกตั้ง
3.1 ผู้มีสิทธิ อายุ 18 ปีขึ้นไปสัญชาติ UK, CW, EU ไม่ถูกต้องห้าม และ พำนักอยู่ใน พ.ท. ตามเวลา ที่กำหนด
3.2 ผู้สมัคร อายุ 21 ปี ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนพรรคการเมืองสัญชาติเหมือนผู้มีสิทธิ ต้องเป็นผู้ ลงทะเบียนเป็นผู้เลือกตั้งในเขต มีที่ดิน หรือที่อาศัยใน พ.ท. เลือกตั้ง 12 เดือนขึ้นไป, มีที่ทำงานหลัก ใน พ.ท. เลือกตั้งตลอด 12 เดือน
3.3 สภาท้องถิ่นส่วนใหญ่มีวาระ 4 ปี
3.4 ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ระหว่าง 35-50%
3.5 สมาชิกในเขตเมือง (Metropolitan District) London Borough มีสมาชิกสภาเขตหลายคนส่วนในเขต County Council, District Council, Welsch Unitarians มีสมาชิกได้เขตละ 1 คน
4. หน้าที่และความรับผิดชอบของท้องถิ่น
4.1 สภาเขต รับผิดชอบตามกฎหมายในด้านการขนส่ง ทางหลวง ตำรวจ ดับเพลิง การบริหารงาน ศาล การเคหะ การคุ้มครองผู้บริโภค การกำจัดขยะ การศึกษา ห้องสมุดสาธารณะ บริการสังคม สงเคราะห์ส่วนบุคคล
4.2 สภาอำเภอใน พ.ท. นอกเมืองใหญ่ การเคหะ การวางแผนท้องถิ่น อนามัยสิ่งแวดล้อม ถนนขนาดเล็กออกในอนุญาตอาคารสาธารณะ การจดทะเบียน การเมือง แต่งงาน การเสียชีวิต
4.3 สภาอำเภอใน พ.ท. เมืองใหญ่ - เหมือนข้อ 4.2 โดยเพิ่มเติมการศึกษา ห้องสมุดสาธารณะและ บริการสังคมสงเคราะห์ส่วนบุคคล
5. การดำเนินการร่วมกันระหว่างท้องถิ่นตามที่กฎหมายกำหนด
- การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
- ค่าธรรมเนียม Concessionaire (เฉพาะเมืองใหญ่)
- การดับเพลิง
- การตำรวจ (เฉพาะเมืองใหญ่)
- การคุมประพฤติ (ยกเว้นลอนดอนชั้นใน)
- การขนส่งสาธารณะ
- การกำจัดและการกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องสิ่งปฏิกูล
6. การคลังท้องถิ่น
6.1 มีรายได้จากการเก็บภาษีอากรในท้องถิ่น การสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง รวมทั้งรายได้ค่าเช่า ค่าธรรมเนียม และค่าบริการ
6.2 ท้องถิ่นเก็บภาษีได้ประมาณ 50% ของเงินที่ต้องใช้ ส่วนที่เหลือได้รับจากรัฐบาลกลางในลักษณะเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และเงินอุดหนุนทั่วไป (Rate Support Grant) ซึ่งมีเกณฑ์การจัดสรร 3 ประเด็นใหญ่ๆ
- เกณฑ์ความต้องการ (Need Element)
- เกณฑ์ทรัพยากร (Resource Element)
- ลักษณะภายในพื้นที่ (Domestic Element)
6.3 ค่าใช้จ่ายของท้องถิ่นคิดเป็น 25% ของค่าใช้จ่ายภาครัฐทั้งหมด (ปี 1997-1998)
6.4 รายได้จากท้องถิ่นมาจากภาษีสภา(Council Tax) 20% ขอรายได้ทั้งหมด
6.5 มีค่าใช้จ่ายเป็นงบลงทุน 10% ดอกเบี้ยเงินกู้ 5%
6.6 รายงานการเงินของสภาท้องถิ่นจะถูกตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระ, สตง., คณะกรรมการบัญชี, หัวหน้าผู้สอบบัญชีท้องถิ่นแล้วแต่กรณี
7. การบริหารท้องถิ่น
7.1 สภาท้องถิ่น
- สภาเอกรูป จะมีสมาชิกระหว่าง 40-70 คน
- สภาเขต จะมีสมาชิกระหว่าง 60-100 คน
- สภาอำเภอ จะมีสมาชิกระหว่าง 30-80 คน
- สภาภายในมหานครลอนดอน, สภาเอกรูป, สภาเขต และสภาอำเภอนอกเขตมหานคร ได้เลือกทุก 4 ปี
- สภาอำเภอนอกเขต, สภาอำเภอในเขตมหานคร เลือก 1 ใน 3 ทุกปี
- อายุเฉลี่ยของสมาชิกสภา ประมาณ 55 ปี มีแนวโน้มลดลงในเขตเมือง เป็นสตรีไม่เกิน 20 % มาจากหลากหลายอาชีพ มีระดับการศึกษาสูงกว่าการศึกษาเฉลี่ยของประชาชนในพื้นที่
7.2 พนักงานส่วนท้องถิ่น
- มีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของสภาท้องถิ่น เป็นมืออาชีพ เช่น หน.ส่วนการศึกษาจะเป็นครูมาก่อน หัวหน้าส่วนการบริหารสังคมส่วนใหญ่เคยเป็นนักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น ความเป็นมืออาชีพจึงมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น
7.3 การตัดสินใจของสภา
- มีอิสระ แต่ส่วนมากมอบอำนาจให้คณะกรรมการ ซึ่งจะสะท้อนสัดส่วนของพรรคการเมืองตามสมาชิกในสภา
- ประชาชน สื่อมวลชน มีสิทธิเข้าร่วมการประชุมสภาคณะกรรมการ หรืออนุกรรมการได้ ท้องถิ่นอาจห้ามประชาชนเข้าฟังได้เฉพาะบางกรณีเท่านั้น
7.4 ระบบการรับเรื่องราวร้องทุกข์
- รัฐบาลกลางหนุนให้ท้องถิ่นแก้ไขปัญหาการร้องทกข์โดยกลไกภายในของตนเอง
- อาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานสอดส่อง (Monitoring Officer)
- กรณีมีเรื่องร้องเรียนการบริหารไม่เหมาะสมของท้องถิ่น อาจมีผู้ตรวจการท้องถิ่น (Local Government Ombudsmen) ขึ้นสอบสวน
8. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่น
- กลไกการเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่น/อังกฤษ คือ กระทรวงสิ่งแวดล้อม ขนส่ง และภูมิภาค โดยมีวิธีการควบคุมท้องถิ่นโดยส่วนกลาง 4 วิธี คือ
8.1 การควบคุมโดยอาศัยกฎหมาย
- ให้อำนาจ รมต. ในการออกกฎ รายละเอียดซึ่งมีความผูกพันรัฐบาลท้องถิ่น
- ให้ท้องถิ่นขอความเป็นชอบจากหน่วยงานของรัฐ (รมต. ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง)
8.2 การควบคุมโดยนโยบาย
- ท้องถิ่นทำตามหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด ภายใต้ขอบเขตนโยบาย การชี้แนะของ รมต. ที่เกี่ยวข้อง
- หากมีข้อขัดแย้งหรือต่อต้านจากท้องถิ่นรัฐบาลอาศัยเสียงข้างมากในสภาผลักดันให้ออกกฎหมายบังคับใช้นโยบายของตนอยู่ดี
8.3 การควบคุมทางบริหาร
- รบ. กลางกำหนดมาตรฐานระดับชาติ และส่งเสริมประสิทธิภาพของรัฐบาลท้องถิ่น
- รบ. กลางควบคุมมาตรฐาน โดยผ่าน ส่วนราชการและข้าราชการที่มีอำนาจมาก เช่น ผู้ตรวจการโรงเรียน ผู้ตรวจการตำรวจ เป็นต้น
8.4 การควบคุมทางการเงิน
- ยกเลิกระบบแบ่งเงินรายได้ มาเป็นระบบเงินช่วยเหลือเฉพาะ และเงินอุดหนุนทั่วไป
- การจ่ายเสริมให้แก่ท้องถิ่นที่เก็บภาษีได้ต่ำกว่าระดับเฉลี่ย ปัจจุบันมี 4 รูปแบบ คือ
1) รบ. กลางกำหนดเพดานการใช้จ่าย
2) รบ. กลางให้การสนับสนุนรายได้
3) สนับสนุนค่าใช้จ่ายตามภาษีธุรกิจมาตรฐาน
4) ควบคุมค่าใช้จ่ายการลงทุนของท้องถิ่น
9. สรุป
ลักษณะของการปกครองท้องถิ่นในสหราชอาณาจักรเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก อธิบายได้ยาก และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ในภาพรวมอาจประเมินการปกครองท้องถิ่นได้ในแง่ของประสิทธิภาพการคงอยู่ การปรับตัว และความสามารถในการเป็นหุ้นส่วนร่วมกับรัฐบาลกลางดังนี้
9.1 ประสิทธิภาพ (Efficiency)
การแบ่งหน้าที่ให้กับหน่วยการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนับว่ามีประสิทธิภาพพอควร โดย ยังมีการผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพกับความเป็นประชาธิปไตยของท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น การให้แต่ละองค์กรปกครองท้องถิ่นทำงานแบบบริษัทภายใต้กรอบจำกัดจากการควบคุมทางการเงินอย่างเข้มงวดโดย รัฐบาลกลางดูจะส่งเสริมประสิทธิภาพของรัฐบาลท้องถิ่น อย่างไรก็ดี การเน้นความสำคัญของประสิทธิภาพอย่างมากดังที่เป็นอยู่ก็ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพนักงานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่เดิมๆและทรัพยากรการเงินที่เคยได้แต่ก่อนถูกรัฐบาลดึงไปอย่างต่อเนื่อง
9.2 การคงอยู่ (Vitality)
เป็นเรื่องที่ยังโต้เถียงกันอยู่ในแง่หนึ่ง ประชาชนในท้องถิ่นไม่ค่อยสนใจไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสภาท้องถิ่นของตน คือมีผู้ไปลงคะแนนประมาณร้อยละ 40-50 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าประชาชนยังสนใจกระบวนการประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นน้อย อย่างไรก็ดี ในอีกแง่หนึ่งประชาชนสนใจการตัดสินใจดำเนินการของสภาท้องถิ่นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ผู้เสียภาษีอากรสนใจให้มีการใช้จ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นอย่างจริงจัง ความสนใจของประชาชนยังเห็นได้จากปริมาณการสื่อสารที่ประชาชนส่งไปให้กับสมาชิกรัฐสภา และสมาชิกสภาท้องถิ่นในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการปกครองท้องถิ่น
9.3 การปรับตัว (Adaptability)
ประสบการณ์ที่ผ่านมานับว่ามีการปรับตัวสูงทีเดียว อย่างไรก็ดีในขณะที่ความต้องการของสังคมสูงขึ้น แต่ทรัพยากรการเงินที่รัฐบาลกลางจัดสรรให้กับรัฐบาลท้องถิ่นกลับลดลงอย่างมาก ผลคือหน่วยปกครองท้องถิ่นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงวิจารณ์จากหน่วยปกครองท้องถิ่นที่พรรคแรงงานมีเสียงข้างมาก ในเขตพื้นที่เมืองใหญ่ซึ่งมีปัญหาสังคมสูงกว่า เป็นที่ชัดเจนในสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่พอใจการที่รัฐบาลกลางจำกัดเงินให้ท้องถิ่นและต้องการให้มีระบบการเงินที่ท้องถิ่นสามารถดูแลตนเองได้เพื่อที่จะทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
9.4 ความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนกับรัฐบาลกลาง (Genuine Partnership)
เห็นได้จากการที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่ได้เป็นผู้ให้บริการแก่ท้องถิ่นเพียงฝ่ายเดียว ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980-1990 เป็นต้นมา รัฐบาลอนุรักษ์นิยมได้พยายามส่งเสริมการแปรรูปงานบริการของท้องถิ่นให้เอกชนรับผิดชองมากขึ้น และแยกความคิดเรื่องการดำเนินการโดยท้องถิ่นออกจากความรับผิดชอบของท้องถิ่น ดังเช่นกรณีการดูแลสุขภาพของชุมชน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นในระยะหลังเกิดจากการที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีความเป็นตัวของตัวเองด้านการเงิน แต่นับวันความเป็นตัวของตัวเองทางการเงินยิ่งลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะกล่าวว่ารัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นมีสัมพันธภาพเชิงหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันระหว่างกัน และความสัมพันธ์เช่นนี้คงยังไม่เกิดหากรัฐสภาไม่ให้อำนาจหารายได้เพิ่มขึ้นแก่ท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีปัญหาและอุปสรรคดังที่กล่าวอยู่มาก แต่ก็มีข้อดีบางประการ กล่าวคือ ความหลากหลายที่เกิดขึ้นทำให้การเมืองมีลักษณะหลากหลายตามไปด้วย สถาบันทางการเมืองสามารถส่งเสริมกิจกรรมทางการเมืองแก่สมาชิกสภาท้องถิ่น กระตุ้นให้ประชาชนสนใจการจัดบริการให้แก่ท้องถิ่นโดยรัฐบาลกลางนอกเหนือจากรัฐสภาและสภายุโรปแล้ว สภาท้องถิ่นเป็นสถาบันที่ส่งเสริมระบบตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย
****************************
การปกครองท้องถิ่นประเทศฟิลิปปินส์
วิวัฒนาการการปกครองท้องถิ่นของประเทศฟิลิปปินส์แบ่งออกเป็น 2 ยุค คือ การปกครองท้องถิ่นก่อนมีประมวลกฎหมายปกครองท้องถิ่น ปี ค.ศ.1991 และหลังการประกาศใช้ประมวลกฎหมายดังกล่าว
การปกครองของประเทศฟิลิปปินส์ก่อนมีประมวลกฎหมายปกครองท้องถิ่นปี ค.ศ.1991 ประเทศฟิลิปปินส์ช่วงเป็นอาณานิคมของสเปน ระหว่าง ค.ศ.1521-1898 และเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา นับแต่ ค.ศ.1898 จนได้รับอิสระภาพปี 1946 และก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายปกครองท้องถิ่น ค.ศ.1991 เป็นประเทศที่มีการรวมอำนาจสู่ส่วนกลางสูงกล่าวคือ กรุงมะนิลาจะเป็นผู้จัดการจัดเก็บรายได้ของประเทศและกำหนดงบประมาณที่จะให้แก่ท้องถิ่น เป็นผลให้ กรุงมะนิลามีอิทธิพลทางการเมืองเหนือการตัดสินใจและการดำเนินการใดๆ ของท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ปี ค.ศ. 1902 แม้ประเทศยังมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจอยู่ สหรัฐอเมริกาก็ได้วางรากฐานระบบรัฐบาลพลเรือนและระบบการเลือกตั้งขึ้นในประเทศนี้
สมัยประธานาธิบดีมากอสความพยายามรวมอำนาจสู่ส่วนกลางยังคงมีอยู่ต่อไป ประธานาธิบดีได้ใช้อำนาจควบคุมผ่านกระทรวงที่อยู่ในส่วนกลาง และได้จัดตั้งภาค (region) ขึ้น 14 แห่ง เพื่อรับนโยบายจากส่วนกลางไปปฏิบัติในภูมิภาค
>การปกครองของประเทศฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน
ประเทศฟิลิปปินส์แบ่งการบริหารออกเป็น 2 ระดับ คือ ส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น
สวัสดิ์ ดีครับ ตาศาล ตาจวน ตาผู้ว่า 5ปี ขี่มอไชฮ้างครับ
แผนที่ cctvแผนที่ cctv
ผังกล้องจังหวัดเลยยีงไม่มีต่อเอาเด๋อ เงินเดือนไม่ได้2ปีแล่ว 5ปีคือเงียบน้อ

ปล้นร้านทองจับได้ยังน้อ
ตอบลบวิทยุดังขึ้นสู้ไปครับ วิทยุผมออกทุกอำเภอเดะ
ตอบลบhttps://notes.coloros.com/s/xRfgwptTwwVy_4
ตอบลบบันทึกประจำวัน